หน้าที่ 2 จากทั้งหมด 3«123»

นาโนเทคโนโลยีกับการรักษาโรคมะเร็ง

ข่าวมะเร็ง, เทคโนโลยีกับมะเร็ง No Comments »

“มะเร็ง” โรคร้ายที่คุกคามผู้ป่วยทั่วโลกและส่งผลให้มีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกปี เป็นสิ่งกระตุ้นให้นักวิจัยและบริษัทยาเกิดการตื่นตัวในการคิดค้นหาทางวินิจฉัยและรักษาเป็นเวลาหลายปี การทำเคมีบำบัด (Chemotherapy) การผ่าตัด (Surgery) การฉายรังสี (Radiotherapy) และการรับประทานยา …หลากหลายวิธีเหล่านี้ล้วนนำมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง แต่ละวิธีมีข้อดีเสียแตกต่างกัน การจะเลือกวิธีใดนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค และสภาพร่างกายของผู้ป่วย

นอกจากวิธีที่กล่าวมาข้างต้น ผู้อ่านหลายท่านคงทราบว่า ปัจจุบันแนวความคิดที่ทำให้ทั่วโลกตื่นตัว คือ การนำเทคโนโลยีซุปเปอร์จิ๋วหรือ นาโนเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ เช่น การผลิตเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมที่มีขนาดเล็กมากสามารถแทรกซึมผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม้เทนนิสที่ผลิตจากวัสดุนาโนทำให้มีความทนทาน แข็งแรง และมีน้ำหนักเบา รวมทั้งเสื้อผ้าที่ผลิตจากเทคโนโลยีนาโน ซึ่งมีความหนาแน่นจนน้ำผลไม้หรือกาแฟไม่สามารถซึมผ่านลงไปได้ ทำให้เสื้อผ้าไม่เปื้อน แถมเบาสบายและมีความคงทน เป็นต้น แต่ผลการประยุกต์ใช้ที่น่าจะมีความสำคัญต่อมนุษย์มากที่สุดอันหนึ่งก็คือ การนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ทางด้านการแพทย์ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้กับโรคมะเร็ง ซึ่งจะช่วยให้การแพทย์ก้าวหน้าไปอีกระดับหนึ่ง

อ่านต่อ »

Tags: , , , , , , , ,

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

มือนาโนตรึงเม็ดเลือดไขปริศนายามะเร็ง-มาลาเรีย

ข่าวมะเร็ง, เทคโนโลยีกับมะเร็ง No Comments »

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ถ่ายทอดความรู้ให้นักวิจัยไทยในการประชุมวิทยาศาสตร์นานาชาติเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ เผยผลงานมือจิ๋วระดับนาโนเมตรตรึงเม็ดเลือดแดงเพื่อวัดความยืดหยุ่น ใช้ประโยชน์ในห้องแล็บผลิตและทดสอบฤทธิ์ยา รวมทั้งวินิจฉัยโรคมาลาเรียและมะเร็ง

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์จัดการประชุมวิทยาศาสตร์นานาชาติเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ครั้งที่ 6 ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์จาก 44 ประเทศเข้าร่วม เชิญ ศ.ดร.ซูบรา ซูเรซ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) สหรัฐอเมริกา ถ่ายทอดผลงานความสำเร็จในการพัฒนาชุดตรวจวัดความยืดหยุ่นของเม็ดเลือดแดงสำหรับใช้ประโยชน์ในห้องแล็บผลิตยา และตรวจวินิจฉัยโรคเลือดบางชนิด

ศ.ดร.ซูบรากล่าวว่า ในคนทั่วไปเม็ดเลือดแดงมีขนาด 8 ไมครอน เมื่อต้องเคลื่อนที่ผ่านเส้นเลือดขนาดต่างๆ ซึ่งเล็กสุดอยู่ที่ 2 ไมครอน เม็ดเลือดแดงจะบีบตัวเพื่อที่จะผ่านเส้นเลือดขนาดเล็กได้

แต่กรณีผู้ป่วยมาลาเรียเชื้อมาลาเรียจะทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ของหลอดเลือดเปลี่ยนแปลง เม็ดเลือดไม่สามารถบีบตัวเข้าสู่หลอดเลือด ทำให้เกิดเส้นเลือดอุดตัน หรือกรณีผู้ป่วยมะเร็ง เซลล์มะเร็งจะทำปฏิกิริยาให้เม็ดเลือดยืดหยุ่นมากเกินไป จนสามารถไหลผ่านออกนอกเส้นเลือด และเป็นสาเหตุให้เซลล์มะเร็งกระจายทั่วร่างกาย

จากองค์ความรู้ดังกล่าวศ.ดร.ซูบรา จึงคิดค้นและพัฒนาอุปกรณ์วิเคราะห์การยืดหยุ่นของเม็ดเลือด โดยสร้างตัวยึดขนาดจิ๋วหรือระดับนาโนเมตร ยึดติดเม็ดเลือดแดงที่ได้จากการเจาะเลือด แล้วยิงเลเซอร์เพื่อให้ตัวยึดยืดออก จากนั้นก็ตรวจวัดหาความผิดปกติในการยืดหยุ่น เปรียบเทียบการยืดหยุ่นที่เกิดในร่างกาย ประโยชน์ที่จะได้จากการยึดเม็ดเลือดนี้ สามารถใช้ในการวิจัยทดสอบยา และพัฒนาสู่การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งและมาลาเรีย

“ทีมงานจะพัฒนาตัวยึดจิ๋วนี้ให้เป็นอุปกรณ์ตรวจวัดแบบเคลื่อนที่ เพื่อรองรับการใช้งานในห้องแล็บให้สะดวกมากขึ้น” ศ.ดร.ซูบรา กล่าว

ศ.ดร.ศกรณ์มงคลสุข หัวหน้าห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า สถาบันกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ มีความร่วมมือทางวิชาการกันอยู่แล้ว ในส่วนของ ศ.ดร.ซูบรา จะเป็นโครงการอนาคตที่จะร่วมกันทดสอบยา ในกลุ่มยาต้านมะเร็งและยาต้านมาลาเรีย โดยใช้ชุดตรวจวัดความยืดหยุ่นของเม็ดเลือดนี้ เป็นอุปกรณ์หลักในการทดสอบฤทธิ์ยา

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Tags: , , , , , ,

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ความรู้เกี่ยวกับวัคซีน ป้องกันมะเร็งปากมดลูก(HPV)

ข่าวมะเร็ง, เทคโนโลยีกับมะเร็ง 1 Comment »

“มะเร็งปากมดลูก : ปัจจุบันยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในหญิงไทย แต่ละปีมีหญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ 6,500-7,000 คน …”

คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทยได้ให้การรับรองขึ้นทะเบียนวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแปปิลโลมา (Human Papilloma virus vaccine) หรือ “วัคซีนเอชพีวี” จาก 2 บริษัทผู้ผลิตในปี 2550 และในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์การใช้วัคซีนนี้ต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง โดยผ่านกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ และสื่อสารมวลชน ซึ่งบางครั้งมีข้อมูลที่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย จึงร่วมกับสมาคมมะเร็งนรีเวชไทย จัดทำคำแนะนำ ดังนี้

มะเร็งปากมดลูก : ปัจจุบันยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในหญิงไทย แต่ละปีมีหญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ 6,500-7,000 คน ร้อยละ 40-50 จะเสียชีวิต ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกประมาณ 350 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกเกือบทั้งหมดเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี

เชื้อเอชพีวี : เป็นไวรัสที่ติดต่อผ่านการสัมผัส ซึ่งส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ โดยเชื้อไวรัสผ่านเข้าทางเยื่อบุอวัยวะเพศหรือปากมดลูกเมื่อมีแผลหรือรอยถลอก เชื้อเอชพีวีมีกว่า 100 สายพันธุ์ แต่ชนิดที่จะทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกมี 15 สายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสาเหตุประมาณร้อยละ 70 ของมะเร็งปากมดลูก ที่เหลืออีกร้อยละ 30 เกิดจากไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์อื่น เชื้อเอชพีวีชนิดก่อมะเร็งจะทำให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นรอยโรคก่อนมะเร็ง และถ้ารอยโรคก่อนมะเร็งนี้ไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องก็จะกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ดังนั้น สตรีที่มีเพศสัมพันธ์แล้วควรได้รับการตรวจคัดกรองหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นวินิจฉัยและการป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูก

วัคซีนเอชพีวี : ปัจจุบันมีจำหน่าย 2 ชนิด คือ 1.ชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อแล้วกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 6, 11, 16, 18 และ 2.ชนิดที่กระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกันเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16, 18 จากการศึกษาวัคซีนทั้ง 2 ชนิด มีประสิทธิภาพสูงในการกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันเชื้อเอชพีวีชนิดก่อมะเร็งสายพันธุ์ 16 และ 18 เท่านั้น จึงป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ประมาณร้อยละ 70 (ไม่ใช่ร้อยละ 100) ผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนทั้ง 2 ชนิดนี้ จึงยังต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอต่อไป สำหรับวัคซีนชนิดที่กระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 6 และ 11 จะป้องกันโรคหูดหงอนไก่ที่เกิดจากเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 6 และ 11 ได้ด้วย ทั้งนี้ วัคซีนทั้ง 2 ชนิด ใช้สำหรับป้องกันเท่านั้น และจะมีประโยชน์สูงสุดเมื่อฉีดก่อนได้รับเชื้อเอชพีวี หรือก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ส่วนในกรณีที่มีเพศสัมพันธ์ไปแล้ว ถ้าได้รับเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ที่มีอยู่ในวัคซีน 16 หรือ 18 สายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง หรือทั้ง 2 สายพันธุ์อยู่ก่อนแล้วการฉีดวัคซีนจะได้ประโยชน์น้อยลง

ปัจจุบันมีการแนะนำให้ฉีดวัคซีนเอชพีวีในสตรีอายุ 11-26 ปี (ก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก) สำหรับการฉีดวัคซีนเอชพีวีในหญิงช่วงอายุมากกว่า 26 ปี ขึ้นอยู่กับการพิจารณาเป็นรายๆ ไป และปัจจุบันไม่แนะนำให้ตรวจหาเชื้อเอชพีวีก่อนฉีดวัคซีน การฉีดวัคซีนเอชพีวีต้องฉีด 3 ครั้ง คือ เมื่อเริ่มฉีดครั้งแรก หลังจากนั้น 1-2 เดือน จะฉีดครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 หลังจากครั้งแรก 6 เดือน ปัจจุบันราคาวัคซีนเอชพีวี 3 เข็ม ประมาณ 12,000-14,000 บาท

จากการศึกษาในผู้หญิงอายุ 9-55 ปี พบว่าการฉีดวัคซีนเอชพีวีอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย แต่อาจมีอาการบวม แดง มีไข้ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงเหมือนการฉีดวัคซีนอื่นๆ จากการติดตามหลังฉีดแล้ว 6 ปี พบว่าภูมิคุ้มกันเชื้อเอชพีวีอยู่ในระดับที่สูงพอ จึงยังไม่มีข้อบ่งชี้ให้ฉีดกระตุ้นซ้ำ อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนเอชพีวีในผู้ชาย และในสตรีที่กำลังตั้งครรภ์

หากยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้วัคซีนเอชพีวี หรือมะเร็งปากมดลูก ติดต่อที่ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย (www.rtcog.or.th) หรือที่สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย (www.tgcsthai.com)

***ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11055 ,หน้า 10

Tags: , , , , , , ,

เรื่องที่เกี่ยวข้อง