หน้าที่ 4 จากทั้งหมด 5«12345»

มือนาโนตรึงเม็ดเลือดไขปริศนายามะเร็ง-มาลาเรีย

ข่าวมะเร็ง, เทคโนโลยีกับมะเร็ง No Comments »

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ถ่ายทอดความรู้ให้นักวิจัยไทยในการประชุมวิทยาศาสตร์นานาชาติเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ เผยผลงานมือจิ๋วระดับนาโนเมตรตรึงเม็ดเลือดแดงเพื่อวัดความยืดหยุ่น ใช้ประโยชน์ในห้องแล็บผลิตและทดสอบฤทธิ์ยา รวมทั้งวินิจฉัยโรคมาลาเรียและมะเร็ง

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์จัดการประชุมวิทยาศาสตร์นานาชาติเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ครั้งที่ 6 ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์จาก 44 ประเทศเข้าร่วม เชิญ ศ.ดร.ซูบรา ซูเรซ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) สหรัฐอเมริกา ถ่ายทอดผลงานความสำเร็จในการพัฒนาชุดตรวจวัดความยืดหยุ่นของเม็ดเลือดแดงสำหรับใช้ประโยชน์ในห้องแล็บผลิตยา และตรวจวินิจฉัยโรคเลือดบางชนิด

ศ.ดร.ซูบรากล่าวว่า ในคนทั่วไปเม็ดเลือดแดงมีขนาด 8 ไมครอน เมื่อต้องเคลื่อนที่ผ่านเส้นเลือดขนาดต่างๆ ซึ่งเล็กสุดอยู่ที่ 2 ไมครอน เม็ดเลือดแดงจะบีบตัวเพื่อที่จะผ่านเส้นเลือดขนาดเล็กได้

แต่กรณีผู้ป่วยมาลาเรียเชื้อมาลาเรียจะทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ของหลอดเลือดเปลี่ยนแปลง เม็ดเลือดไม่สามารถบีบตัวเข้าสู่หลอดเลือด ทำให้เกิดเส้นเลือดอุดตัน หรือกรณีผู้ป่วยมะเร็ง เซลล์มะเร็งจะทำปฏิกิริยาให้เม็ดเลือดยืดหยุ่นมากเกินไป จนสามารถไหลผ่านออกนอกเส้นเลือด และเป็นสาเหตุให้เซลล์มะเร็งกระจายทั่วร่างกาย

จากองค์ความรู้ดังกล่าวศ.ดร.ซูบรา จึงคิดค้นและพัฒนาอุปกรณ์วิเคราะห์การยืดหยุ่นของเม็ดเลือด โดยสร้างตัวยึดขนาดจิ๋วหรือระดับนาโนเมตร ยึดติดเม็ดเลือดแดงที่ได้จากการเจาะเลือด แล้วยิงเลเซอร์เพื่อให้ตัวยึดยืดออก จากนั้นก็ตรวจวัดหาความผิดปกติในการยืดหยุ่น เปรียบเทียบการยืดหยุ่นที่เกิดในร่างกาย ประโยชน์ที่จะได้จากการยึดเม็ดเลือดนี้ สามารถใช้ในการวิจัยทดสอบยา และพัฒนาสู่การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งและมาลาเรีย

“ทีมงานจะพัฒนาตัวยึดจิ๋วนี้ให้เป็นอุปกรณ์ตรวจวัดแบบเคลื่อนที่ เพื่อรองรับการใช้งานในห้องแล็บให้สะดวกมากขึ้น” ศ.ดร.ซูบรา กล่าว

ศ.ดร.ศกรณ์มงคลสุข หัวหน้าห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า สถาบันกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ มีความร่วมมือทางวิชาการกันอยู่แล้ว ในส่วนของ ศ.ดร.ซูบรา จะเป็นโครงการอนาคตที่จะร่วมกันทดสอบยา ในกลุ่มยาต้านมะเร็งและยาต้านมาลาเรีย โดยใช้ชุดตรวจวัดความยืดหยุ่นของเม็ดเลือดนี้ เป็นอุปกรณ์หลักในการทดสอบฤทธิ์ยา

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Tags: , , , , , ,

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ความรู้เกี่ยวกับวัคซีน ป้องกันมะเร็งปากมดลูก(HPV)

ข่าวมะเร็ง, เทคโนโลยีกับมะเร็ง 1 Comment »

“มะเร็งปากมดลูก : ปัจจุบันยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในหญิงไทย แต่ละปีมีหญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ 6,500-7,000 คน …”

คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทยได้ให้การรับรองขึ้นทะเบียนวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแปปิลโลมา (Human Papilloma virus vaccine) หรือ “วัคซีนเอชพีวี” จาก 2 บริษัทผู้ผลิตในปี 2550 และในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์การใช้วัคซีนนี้ต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง โดยผ่านกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ และสื่อสารมวลชน ซึ่งบางครั้งมีข้อมูลที่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย จึงร่วมกับสมาคมมะเร็งนรีเวชไทย จัดทำคำแนะนำ ดังนี้

มะเร็งปากมดลูก : ปัจจุบันยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในหญิงไทย แต่ละปีมีหญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ 6,500-7,000 คน ร้อยละ 40-50 จะเสียชีวิต ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกประมาณ 350 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกเกือบทั้งหมดเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี

เชื้อเอชพีวี : เป็นไวรัสที่ติดต่อผ่านการสัมผัส ซึ่งส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ โดยเชื้อไวรัสผ่านเข้าทางเยื่อบุอวัยวะเพศหรือปากมดลูกเมื่อมีแผลหรือรอยถลอก เชื้อเอชพีวีมีกว่า 100 สายพันธุ์ แต่ชนิดที่จะทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกมี 15 สายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสาเหตุประมาณร้อยละ 70 ของมะเร็งปากมดลูก ที่เหลืออีกร้อยละ 30 เกิดจากไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์อื่น เชื้อเอชพีวีชนิดก่อมะเร็งจะทำให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นรอยโรคก่อนมะเร็ง และถ้ารอยโรคก่อนมะเร็งนี้ไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องก็จะกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ดังนั้น สตรีที่มีเพศสัมพันธ์แล้วควรได้รับการตรวจคัดกรองหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นวินิจฉัยและการป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูก

วัคซีนเอชพีวี : ปัจจุบันมีจำหน่าย 2 ชนิด คือ 1.ชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อแล้วกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 6, 11, 16, 18 และ 2.ชนิดที่กระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกันเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16, 18 จากการศึกษาวัคซีนทั้ง 2 ชนิด มีประสิทธิภาพสูงในการกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันเชื้อเอชพีวีชนิดก่อมะเร็งสายพันธุ์ 16 และ 18 เท่านั้น จึงป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ประมาณร้อยละ 70 (ไม่ใช่ร้อยละ 100) ผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนทั้ง 2 ชนิดนี้ จึงยังต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอต่อไป สำหรับวัคซีนชนิดที่กระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 6 และ 11 จะป้องกันโรคหูดหงอนไก่ที่เกิดจากเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 6 และ 11 ได้ด้วย ทั้งนี้ วัคซีนทั้ง 2 ชนิด ใช้สำหรับป้องกันเท่านั้น และจะมีประโยชน์สูงสุดเมื่อฉีดก่อนได้รับเชื้อเอชพีวี หรือก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ส่วนในกรณีที่มีเพศสัมพันธ์ไปแล้ว ถ้าได้รับเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ที่มีอยู่ในวัคซีน 16 หรือ 18 สายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง หรือทั้ง 2 สายพันธุ์อยู่ก่อนแล้วการฉีดวัคซีนจะได้ประโยชน์น้อยลง

ปัจจุบันมีการแนะนำให้ฉีดวัคซีนเอชพีวีในสตรีอายุ 11-26 ปี (ก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก) สำหรับการฉีดวัคซีนเอชพีวีในหญิงช่วงอายุมากกว่า 26 ปี ขึ้นอยู่กับการพิจารณาเป็นรายๆ ไป และปัจจุบันไม่แนะนำให้ตรวจหาเชื้อเอชพีวีก่อนฉีดวัคซีน การฉีดวัคซีนเอชพีวีต้องฉีด 3 ครั้ง คือ เมื่อเริ่มฉีดครั้งแรก หลังจากนั้น 1-2 เดือน จะฉีดครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 หลังจากครั้งแรก 6 เดือน ปัจจุบันราคาวัคซีนเอชพีวี 3 เข็ม ประมาณ 12,000-14,000 บาท

จากการศึกษาในผู้หญิงอายุ 9-55 ปี พบว่าการฉีดวัคซีนเอชพีวีอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย แต่อาจมีอาการบวม แดง มีไข้ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงเหมือนการฉีดวัคซีนอื่นๆ จากการติดตามหลังฉีดแล้ว 6 ปี พบว่าภูมิคุ้มกันเชื้อเอชพีวีอยู่ในระดับที่สูงพอ จึงยังไม่มีข้อบ่งชี้ให้ฉีดกระตุ้นซ้ำ อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนเอชพีวีในผู้ชาย และในสตรีที่กำลังตั้งครรภ์

หากยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้วัคซีนเอชพีวี หรือมะเร็งปากมดลูก ติดต่อที่ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย (www.rtcog.or.th) หรือที่สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย (www.tgcsthai.com)

***ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11055 ,หน้า 10

Tags: , , , , , , ,

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ถุงเครื่องหอมการบูร ไอเดียเก๋ จากกลุ่มอาชีวะบำบัด

ข่าวมะเร็ง No Comments »

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ประจำวันที่ 11 กรกฏาคม 2551

ปัจจุบันมีผู้ที่ป่วยเป็นโรค “มะเร็ง” กันมากขึ้น สาเหตุหนึ่งเกิดจากการ บริโภคอาหารประเภทเนื้อสัตว์ แป้ง ไขมัน ปริมาณมาก กินผัก ผลไม้ลดลง ขาดการออกกำลังกาย มีความเครียดค่อนข้างสูง

แม้ทุกวันนี้วิวัฒนาการเทคโนโลยีทั้งศัลยกรรม เคมีบำบัด รังสีรักษา จะก้าวล้ำทันสมัยมากเพียงใด แต่ หากสภาวะจิตใจของผู้ป่วยไม่เข็มแข็ง การรักษาย่อมไม่บังเกิดผล

…ฉะนี้ทาง ศูนย์มะเร็งจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งให้บริการตติยภูมิเฉพาะโรคกับโรงพยาบาลต่างๆ ในภาคอีสานใต้ จึงจัดตั้งศูนย์มิตรภาพ พร้อมนำแนวทางการรักษา “แบบอาชีวะบำบัด” อันเป็นวิธีผสมผสานร่วมกับการใช้เทคนิคการแพทย์มาใช้

นางชลิยา วามะลุน รองผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจบริการ บอกกับ “ทำได้ ไม่จน” ว่า อาชีวะบำบัด จะช่วยทำให้คนไข้และญาติมีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การดูแลรักษาไปพร้อมกัน วิธีนี้นอกจาก ช่วยให้ผู้ป่วยได้ผ่อนคลาย ยังเป็นอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ โดยกิจกรรมที่นำมาฝึกสอนเน้นลงทุนน้อย อาทิ ร้อยลูกปัด ประดิษฐ์ดอกไม้ กระดาษ ถุงหอมการบูร ที่ขณะนี้ได้รับความสนใจจากชาวบ้าน ผู้ที่เดินทางมายังศูนย์ ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 2,000-3,000 บาท/เดือน

สำหรับขั้นตอน อย่างการทำถุงหอมการบูรนั้นแสนง่ายไม่ยุ่งยาก โดยเริ่มจาก พับกระดาษสาเป็น 2 ชั้น นำดินสอวาดเป็นรูปหัวใจลงบนกระดาษสาให้มีขนาดกว้าง 11 ซม. ยาว 13 ซม. วาดขอบในของรูปหัวใจโดยเว้นจากขอบนอกประมาณ 1 ซม.เย็บตามรูปหัวใจที่วาดไว้ตามขอบใน เว้นช่องไว้พอประมาณ สำหรับใส่ผงการบูร ตัดกระดาษสาตามขอบนอกของรูปหัวใจที่วาดไว้ นำผงการบูรไปบดให้ละเอียดและตักใส่ลงรูปหัวใจที่เตรียมไว้ให้เต็มเย็บปากถุง ตกแต่งให้สวยงาม

เมื่อชิ้นงานเสร็จ จะนำไปวางจำหน่ายที่ศูนย์งานฝีมือผู้ป่วยมะเร็ง รายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปจัดซื้อ เครื่องฉายรังสีรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งยังมีไม่เพียงพอในขณะนี้

นางรัศมี พันธุพาณิช ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก วัย 55 ปี ชาวจังหวัดร้อยเอ็ด บอกว่า ช่วงที่รอการรักษาด้วยการฉายรังสีค่อนข้างนาน เพราะเครื่องฉายมีไม่พอจึงมีเวลาว่าง แรกๆก็ลองร่วมทำกิจกรรม จึงมีโอกาสเจอเพื่อนได้พูดคุย ทำให้เกิดกำลังใจมากขึ้น ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว และส่วนตัวสนใจงานประดิษฐ์ พอเข้ามากลายเป็นว่าช่วยทำให้รู้ดีขึ้น คิดว่าถึงจะเป็นมะเร็ง แต่ยังสามารถช่วยครอบครัวหารายได้ ไม่ต้องกลายเป็นภาระกับคนใกล้ชิด

นพ.พงศธร ศุภอรรถกร รอง ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจวิชาการ บอก ว่า อาชีวะบำบัดนับเป็นกิจกรรมที่ น่าเอาอย่าง เพราะช่วยสร้างความเพลิดเพลินในช่วงเวลาที่ร่างกายเจ็บป่วย เมื่อลดความคิดที่สับสนท้อแท้ลง มีกำลังใจทำให้ร่างกายมีความพร้อมที่จะรับการบำบัด ช่วยให้ไม่เกิดการต้าน เมื่อนั้นการรักษาก็จะได้ผล

งานนี้นอกจากช่วยให้ไม่ จนเงินใช้ ยังสร้างกำลังใจให้ผู้ ป่วยได้อีกด้วย ใครที่สนใจอุดหนุนชิ้นงานฝีมือ หรือจะรับมาเป็นตัวแทนจำหน่ายสามารถกริ๊งกร๊างได้ที่ โทร.0-4528-5610 ต่อ 1033 ทุกวันในเวลาราชการ.

Tags: , , , , ,

เรื่องที่เกี่ยวข้อง